ตอนนี้ต้องใส่ดอกจันทร์ไว้เพราะรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุดในบรรดา 17 วันที่อยู่ญี่ปุ่นแล้ว =w=
มันเป็นสามวันหลังจากที่ยูกิพาไปเที่ยว (ความเดิมตอนไดอารี่2) และไม่ได้ออกไปไหนอีก
ซีรี่ย์เกาหลีที่หยิบมาจากไทย (เรื่อง Faith มินโฮหล่อมาก -.,-) ได้ดูจบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ความเซ็งนั้นทำให้เกิดเรื่องขึ้น...เกิดอยากจะลองเดินทางเข้าโตเกียว
ก็คิดว่าทุกอย่างคงไม่ยาก...แต่ตอนเกือบจบของเรื่องนี่ถึงกับร้องไห้เพราะหลงทางซะงั้น
 
บันทึก : การเดินทางขาไป
บัสหรือรถเมล์ของญี่ปุ่นนั้น จะมีตารางเวลาที่บอกว่ารถจะมาเมื่อไหร่
และมันก็มาตรงเวลามากๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้ทำได้ไง รถไฟมาตรงเวลาน่ะยังไม่เท่าไหร่ เพราะมันไม่มีรถตงรถติด
 
จุดต่างระหว่างบัสในเมืองกับบัสชานเมืองคือ บัสชานเมืองนั้น นานมากกกก กว่าจะมาซักคัน -^-;
 
ด้านล่างนี่คือภาพของบัสที่อยู่เขตจิบะ
 
การเดินทางจากบ้านป้าที่นาริตะเข้าโตเกียวนั้น ต้องนั่งรถเมล์ไปลงที่สถานีรถไฟก่อน
ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ราคา 450 เยน (ลงสถานีสุดท้ายเลย ^^)
จากนั้นเดินขึ้นบันไดจากป้ายรถเมล์ขึ้นมา ตามป้ายบอกทางเรื่อยๆ ก็จะเจอสถานีรถไฟเคเซ
 
 
แต่เป้าหมายของเรานั้นไม่ใช่รถไฟสายKeisei แต่เป็นJR (เดินข้ามถนนไกลออกไปอีกหน่อย)
พอมาถึงปั๊บ...ก็ดูเวลารถไฟออก ปรากฏว่าอีกตั้งเกือบ สี่สิบนาทีแน่ะ (แต่มันก็มีห้อง Waiting room อยู่อ่านะ)
เรานั่งรถไฟออกไปประมาณบ่ายโมงเกือบบ่ายสองได้ ค่าเดินทางไปลงสถานีโตเกียว = 1110 เยน
โดยใช้บัตร Pasmo (อารมณ์ประมาณ rabbit บ้านเราน่ะแหละ)
 
 
บันทึก : บัตรสารพัดประโยชน์ของญี่ปุ่น
บัตรเดินทาง(หรือซื้อของก็ได้)ของญี่ปุ่นมีหลายแบบมากเลย ^^; หลักๆ ก็ pasmo กับ suica อ่านะ
คุณสมบัติเหมือนกันเป๊ะ แต่ suica จะใช้ได้ในพื้นที่กว้างขวางกว่า
คือมันใช้ได้บางสถานที่ในแถบคันไซด้วย (โอซาก้า เกียวโต นารา ฯลฯ)
ส่วน pasmo นี่ได้แต่ในแถบคันโต (โตเกียว จิบะ ฯลฯ)
ตอนนั้นเราเลือกบัตร pasmo เพราะรู้สึกว่าบัตรมันสวยกว่า 555555
ค่ามัดจำบัตร (ไม่ว่าใบไหนก็ตาม) 500 เยน ...จะได้คืนหลังคืนบัตร
อ้อ...แล้วก็มีอีกอย่าง ไอ้บัตรพวกนี้สามารถ เขียนชื่อบนบัตรได้ด้วย เฮ้ย! ไม่ใช่ใช้ปากกาเขียนนะ!
แต่เรากดเลือกพิมพ์ชื่อตัวเองได้ที่ตู้ขาย (ตามสถานรถไฟ)
แน่นอนว่า ถ้าเลือกแบบเขียนชื่อตัวเองจะไม่สามารถคืนบัตรได้
 
 
อ้อ ขอแนะนำ App ในมือถือ ที่สามารถเช็ครายละเอียดของรถไฟได้ (ทั้งราคา เวลาที่ใช้ และการเปลี่ยนสาย)
 
ชื่อแอพว่า trains.jp
 
ข้างใน
 
 
 
 
โอเค เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะ ขั้นซะเยอะเชียว
 
ก็นั่งรถไฟจากสถานนี นาริตะ มาถึง สถานีโตเกียว ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ซักสามโมงได้ละตอนนั้น
ตอนที่อยู่ในสถานีก็คิดละ...ถ้าออกไปเดินเที่ยว มีหวังกลับบ้านดึกแน่ เพราะขากลับอีกสองชั่วโมง -_-;
ก็เลยตัดสินใจเดินเล่นแค่ในสถานีโตเกียวพอ กินข้าวกล่องที่นั่น...
โอ๊ะ เนื่องจากว่าญี่ปุ่นนี่หา Wifi ยากมากๆๆๆๆๆ (มันไม่ปล่อยตามทางเดินเหมือนเกาหลี)
พอได้ยินเสียงไลน์เด้งขึ้นมาที่สถานีนี้ก็แทบจะกรี๊ด -.,- แถบนั้นมันปล่อย เลยอยู่เล่นเน็ตซักแป๊บ
 
บันทึก : การเดินทางขากลับ
มันเหมือนมีปัญหาตั้งแต่การเลือกนั่งบนโบกี้รถไฟแล้ว...
ตอนยืนรอรถไฟ ดันไปยืนตรงโบกี้สำหรับ Green Card (ที่นั่งสำหรับคนจ่ายอีกราคา ที่นั่งอย่างดี)
แล้วก็ขึ้นไปนั่งโบกี้ Green card อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่... นั่งไปจนเข้าเขตชานเมือง
มีพนักงานตรวจตั๋วมาเดินตรวจ...นั่นทำให้รู้ทันทีว่าตูมาผิดที่ผิดทางและ -_-;
แล้วด้วยความที่แบบ...ตกใจอ่ะ เห็นพี่พนักงานเขาทำมือชี้โบ้ชี้เบ้ไปฝั่งตรงข้าม
เราก็เลยนึกว่าให้เปลี่ยนไปนั่งขบวนฝั่งตรงข้าม (คือมันเบลอมาก แวบแรกคิดว่าขึ้นรถมาผิดขบวนด้วยซ้ำ)
แล้วเราเห็นรถไฟจอดอยู่พอดี ก็เลยรีบวิ่งลงจากรถ โดยไม่ทันไตร่ตรองกับคำว่า Follow me ของพนักงานคนนั้นเลย
พอวิ่งลงมาจากรถปั๊บ...มองไปที่โบกี้ที่อยู่ข้างหน้าโบกี้ของ Green Card...เห็นคนยืนเบียดแน่นเป็นปลากระป๋อง...
ทำให้รู้ว่าพนักงานคนนั้น เธอแค่ต้องการบอกให้เราเปลี่ยนโบกี้ ไม่ใช่เปลี่ยนไปขึ้นฝั่งตรงข้าม -_-;
ทันใดที่ตรัสรู้...ประตูรถไฟก็ปิดลง เฮ้อ...
 
ขณะนั้นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว...เงยหน้ามองตารางเวลารถไฟขบวนถัดไป...อีก อีกเกือบชั่วโมง
 
ชานชลาของชานเมือง มันทั้งหนาวและว้าเหว่ T^T ไฟไวอย่าหวังจะมี ต่อให้ขึ้น แม่มก็เล่นไม่ได้
 
แล้วหลังขบวนถัดไปมาถึง ก็นั่งยาวจนมาถึงสถานี นาริตะ...
ปัญหามันยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตอนที่ แตะบัตรออก...แต่ทางออกกลับไม่เปิดให้...
ก็เลยไปติดต่อกับเค้าเตอร์ของสถานี เขาถามว่าเราไปสถานีไหนมา
เราก็บอกว่าสถานีโตเกียว แต่ว่า ไม่ได้ออกไปนอกสถานีนะ พอไปถึงแล้วก็นั่งกลับเลย
เขาก็บอกว่า เพราะคุณไม่ได้แตะบัตรออกจากสถานีไง พอกลับมาแตะสถานีเดิมมันก็เลยไม่ให้ออก
ดังนั้น ถ้าคุณไปถึงสถานีโตเกียว ค่าโดยสาร 1110 ...ไปกลับ คูณสอง 2220 เยนครับ (เกือบๆ 700บาท)
พ่องงงงง TOT!!! ตูไปถึงโน่นจริง แต่ไม่ได้ออกไปข้างนอกเลยนะ เสียเงินโดยใช่เหตุอีกและ คราวก่อนก็แท็กซี่ (ไดอารี่1)
ถ้าเป็นคนฉลาดและรู้ทันมัน คงบอกชื่อสถานีข้างๆ ไปและ! คงไม่เกิน500เยน ชิ!
 
จากนั้นก็เดินคอตกออกมานอกสถานี...
จะขึ้นบัสกลับบ้านและ วันนี้มันไม่ใช่วันของเรา T^T กระซิก...
ทีนี้...ที่ขึ้นบัสมันมีสองที่ ที่แรกคือใกล้ๆ กับสถานีนาริตะเลย
กับอีกที่คือเดินออกไปอีกซัก 7-8 นาที (ตีเป็นระยะทางหน่วยเมตรไม่ถูก -_-;)
ยูกินะจัง เจ้าของบ้านที่ไปพักด้วยบอกว่า เวลากลับ ให้กลับด้วยบัสข้างล่าง (คือตรงที่เดินออกไปอีก7นาทีนั่นน่ะ)
แต่พี่สาวของเรา ที่ก่อนหน้านี้เคยมาพักบ้านยูกิบอกว่า ข้างบนก็กลับได้เหมือนกัน นั่งสาย 7 สิ
คือมันแบบ...กับยูกินะคุยภาษาญี่ปุ่น เลยทำให้สมองรับได้ไม่หมด รู้แต่บอกให้กลับข้างล่าง แต่เราจำไม่ได้ว่าต้องกลับสายอะไร T^T;;;
ดังนั้นก็เลยเลือกกลับสายที่พี่บอก นั่งรอรถอีกสามสิบนาทีโดยประมาณ
 
พอรถมาปั๊บก็ขึ้นไปนั่ง...นั่งไปเรื่อยๆ คอยมองชื่อป้ายในรถบัสว่าถัดไปจะจอดป้ายชื่ออะไร (มีคันจิของป้ายที่จะลงเรียบร้อย) 
ที่สำคัญคือ มันจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที แน่นอน =w=;;;
พี่สาวบอกพอเห็นป้ายซุซุกิ บัสมันจะเลี้ยวซ้าย เตรียมลงอีกสี่ป้ายถัดไปได้เลย
1. แต่เราไม่เห็นป้ายซุซุกิเลย 2.ไม่มีชื่อป้ายตามในรูปที่ถ่ายมาซักนิด
3.วิวข้างทางเริ่มมืดสนิท 4.หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ถึงป้ายสุดท้ายโดยไม่มีป้ายที่จะลง
5.เวลาหนึ่งทุ่มต่างจังหวัดน่ากลัวและวังเวงสลัด -_-!
 
จากนั้นเราก็ไปคุยกับคนขับ ถามว่ามีป้ายนี้มั้ยเนี่ย ขับผ่านมาแล้วหรอ (เอารูปคันจิให้ดู)
คนขับก็บอก ป้ายนี้ สายนี้ไม่มีจอดนะ เขาไม่รู้จัก...เราก็เริ่มตกใจละ รีบกดโทรศัพท์หาป้าทันที
แต่ปรากฏว่าโทรไม่ได้! (ยังคงเมมเบอร์ผิดอยู่ ตั้งแต่ไดอารี่ตอนที่1) พอขอความช่วยเหลือจากคนบนรถเมล์
เขาก็บอกว่า เบอร์แบบนี้ที่ญี่ปุ่นไม่มีนะ (แน่ล่ะ ก็เมมผิดนี่ 0ด้านหน้าหายไปตัวนึง)
เราก็เลยตัดสินใจโทรหาแม่ที่เมืองไทย แม้จะนาทีละ 80 บาท T^T แต่ทว่า โทรไม่ได้อีก!!! มือถือไม่มีสัญญาณ
ตูรู้สึกหมดหนทางมาก จากบนรถเห็นแท็กซี่อยู่ด้านหน้า
หลายคนบอกไว้ว่า แท็กซี่ญี่ปุ่นไว้ใจได้! เขาไม่ลักพาตัว ไม่ข่มขืน ไรเทือกนั้นหรอก
แต่ตูโตเมืองไทยอ่ะ มันย่อมเกิดความกลัว ยิ่งตรงนั้นแม่มโคตรเปลี่ยวเลย มืดมากแล้วด้วย
ไม่รู้ทำไงดีเลยร้องไห้ -__________-;;; คนขับรถเมล์ก็บอก ใจเย็นๆ หนูจ่ายตังค์ก่อน แล้วเดี๋ยวจะขับพาไปส่งที่สถานีรถไฟที่หนูขึ้นรถมาแล้วกันนะ (โดนไปอีก 750 เยน บ้าบออะไรวะเนี่ย!)
พอขับไกลจากป้ายสุดท้ายมาซัก สาม ป้าย โทรศัพท์ก็มีสัญญาณ รีบโทรกลับไทยทันที
บอกให้ฝั่งโน้นช่วยโทรหาป้า แล้วให้ป้าโทรเข้าเครื่องเราที
ไม่นานนัก! ป้าก็โทรมา!!! ป้าถามว่าอยู่ไหน เราไม่รู้ เลยให้คุยกับคนขับรถเมล์
จากนั้นก็ได้ใจความสรุปว่า เดี๋ยวป้าจะขับรถมารับที่สถานีรถไฟ เราก็เลยหยุดร้องไห้
 
พอไปถึงสถานี ลุงคนขับก็บอก ติดต่อป้าซิว่ามาถึงรึยัง เขาจะมารับตรงไหน...พอเราบอกว่าป้าใกล้ถึงแล้ว เขาก็บอก โอเค
ตอนจะลงเราก็หยิบเงินจะจ่าย (อีก 750) แต่คนขับก็บอก ไดโจวบุๆๆ (ไม่เป็นไร)
โหยยยย ขอบคุณมากเลยนะลุง T^T ลุงช่างใจดีอ่ะ! ไม่เก็บค่ารถ (ขาหลง) แถมยังช่วยติดต่อป้าให้อีก
 
ระหว่างรอป้าที่หน้าแฟมมิลี่มาร์ท...มีแม่ลูกคนไทยยืนคุยกัน โอ้ พระเจ้า ปรี่เข้าไปคุยด้วยทันที!
รักภาษาไทยที่สุด อยู่ๆ ก้รู้สึกปลอดภัยแบบไม่มีปลี่มีขลุ่ย!
 
ตบท้ายอีกนิด ว่าทำไมถึงหลง...ยูกินะจังอธิบายให้ฟังบนรถที่มารับกลับบ้านว่า...สายที่พี่สาวเราแนะนำให้ขึ้นน่ะ มันวิ่งสามเส้นทาง ให้ดูจากคันจิที่วงเล็บอยู่ 
 
 
 
จากในรูปภาพ จะสังเกตได้ว่า มีวงเล็บคันจิอยู่สามแบบ คือ 両国 กับที่ขึ้นต้นด้วย 中 และ 八 มันหมายถึงสามเส้นทางที่จะวิ่งไป
สายนี้เองก็กลับได้ แต่เฉพาะที่วงเล็บคันจิว่า 両国 เท่านั้น ซึ่งมีแค่สองเวลาคือ 20.37 กับ 22.05
เราขึ้นรถรอบ 18.32 ไง ก็เลยไปโผล่ไหนไม่รู้ -_-!!!
พอโทรไปอธิบายให้พี่ฟัง พี่ก็บอก ขอโทษ ลืมจุดนี้สนิทเลย เพราะปกติพี่กลับแต่รอบ สี่ทุ่ม ก็เลยไม่เคยมีปัญหา
เฮ้อ! มันน่ากลัวมาก! ดังนั้นจะขึ้นรถเมล์ก็ให้ดูให้ดีๆ ด้วยนะ ไอ้คันจิไรเนี่ย จะพักที่ไหนก็ศึกษาไว้
 
บวกความรู้ให้อีกเล็กน้อยแล้วกัน
 
 
ไอ้ป้ายเก่าๆ นี่คือตารางเวลาของบัสสาย 2 ที่อยู่ด้านล่าง (เป็นรถที่วิ่งเส้นทางเดียว จะกลับเวลาไหนก็ถึงบ้านป้าได้!)
สังเกตตรงนาที มันจะมีบางเวล่ที่มี จุดดำๆ อยู่ด้านบน เห็นมั้ย เช่นเวลา 11.40 กับ 12.40 น่ะ
ตรงไหนก็ตามที่มีจุดดำอยู่ มันมีความหมายว่า จะไม่วิ่งเวลานั้นในวัน เสาร์ และ อาทิตย์
โอเค้ เก๊ต??? ใครอ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ก็ไม่น่าจะเผลอทำพลาดในจุดเล็กๆ แล้วนะ ^^